วันพุธที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ปัญหาเกี่ยวกับความเป็นเจ้าของ (A question of ownership)

สวัสดีค่ะ :)

เจอบทความน่าสนใจ ก็เลยแปลมาให้อ่านกันค่ะ
God is bigger than the air we breathe...the King of the universe where we live in..
Amanda..


ปัญหาเกี่ยวกับความเป็นเจ้าของ
References:-->มัทธิว 10:39 “ที่จะเอาชีวิตของตนรอด จะกลับเสียชีวิต แต่ผู้ที่สู้เสียชีวิตของตนเพราะเห็นแก่เราก็จะได้ชีวิตรอด”


Otto Koning เคยเป็นมิชชันนนารีที่นิวกินี เขาทำงานกับชนเผ่าพื้นเมืองซึ่งรู้จักแต่วิถีหมู่บ้านของตนเองเท่านั้น หนึ่งในวิถีเหล่านั้นก็คือ ขโมยของจากผู้อื่น เมื่อ Otto และภรรยามาถึงและย้ายเข้าไปอยู่ที่กระท่อม พวกขาวบ้านมักจะมาเยี่ยมอยู่เสมสอ ครอบครัว Konings เริ่มสังเกตว่า หลังจากที่พวกชาวบ้านกลับออกจากบ้านพวกเขา ข้าวของในบ้านหลายอย่างจะหายไป สองสามีภรรยาจะเห็นของพวกนี้อีกครั้งเมื่อพวกเขาเข้าไปเทศนาในหมู่บ้านของชาวบ้าน

ผลไม้อย่างเดียวที่ Otto สามารถปลูกได้บนเกาะคือ สับปะรด Otto ชอบสับปะรดมาก และเขาก็ภูมิใจที่เขาสามารถทำให้สับปะรดงอกเงยขึ้นได้ อย่างไรก็ดี เมื่อไหร่ที่สับปะรดเริ่มจะสุก พวกชาวบ้านก็จะขโมยมันไป Otto ไม่เคยเก็บสับปะรดที่สุกได้เลย สิ่งนี้เริ่มทำให้เขาหงุดหงิดและโกรธพวกคนพื้นเมือง ตลอด 7 ปี ที่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น Otto เทศนาข่าวประเสริฐให้กับชาวบ้านฟัง แต่ไม่เคยมีใครกลับใจเลย

ยิ่งพวกชาวบ้านขี้ขโมยมากขึ้นเท่าไหร่ Otto ก็เริ่มโกรธมากขึ้นเท่านั้น จนในที่สุด วันหนึ่ง Otto ก็นำสุนัขพันธุ์เยอรมันเชพเพิร์ดจากเพื่อนมิชชันนารีคนหนึ่งขึ้นเครื่องบินเพื่อมา “ปกป้อง” สวนสับปะรดของเขาหลังจากที่เขาหงุดหงิดกับเรื่องนี้มานาน สิ่งนี้ยิ่งทำให้เขาดูแปลกแยกจากชาวบ้านมากขึ้นออกไปอีก

Otto หยุดพักงานเดินทางกลับไปยังสหรัฐอเมริกา และเข้าร่วมสัมมนา ที่งานนี้ เขาพบว่า เขาหงุดหงิดงุ่นง่านกับเหตุการณ์นี้เพราะเขาได้ถือความเป็นเจ้าของสวนตัวกับเจ้าสวนสับปะรดนี้ หลังจากที่เขาใช้เวลาใคร่ครวญแล้ว เขาก็มอบสวนของเขาให้เป็นของพระเจ้า หลังจากนั้นไม่นาน พวกชาวบ้านพื้นเมืองก็เริ่มมีปัญหากันเองในหมู่ชนเผ่า พวกเขาค้นพบว่า Otto เองเป็นสาเหตุของปัญหา เพราะว่าเขาได้มอบสวนนี้ให้กับพระเจ้าของเขา พวกชาวบ้านเริ่มมองเห็นความเกี่ยวโยงกันระหว่างสิ่งที่ Otto ได้ทำกับชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติในหมู่บ้าน เมื่อ Otto มอบสวนของเขาให้กับพระเจ้า เขาก็ไม่โกรธและเลิกความกังวลอีกต่อไป พวกชาวบ้านเริ่มนำผลไม้จากสวนมาให้เขาเพราะพวกเขาไม่ต้องการให้เกิดภัยพิบัติในหมู่บ้านของพวกเขาอีกต่อไป
ในที่สุด วันหนึ่งก็ถึงโอกาส เมื่อชาวบ้านคนหนึ่งพูดกับ Otto ว่า “คุณต้องเพิ่งเปลี่ยนมาเป็นคริสเตียนแน่ ๆ เลย Otto คุณไม่เคยโกรธอีกเลย พวกเราคิดอยู่เสมอว่าวันหนึ่งเราจะได้มีโอกาสเจอคริสเตียนหรือเปล่า” พวกเขาไม่เคยโยง Otto เข้ากับ “คน” ประเภทที่ Otto ได้เทศนาถึงเลย เนื่องจากถ้อยคำเทศนาของเขาไม่ได้ตรงกับชีวิตของเขาเอง Otto รู้สึกแตกสลายอย่างมากเมื่อเขารู้ว่าที่ผ่านมาเขาทำพลาดมาตลอด


หลังจากปีที่ 7 นั้น เขาได้กลับใจของเขาต่อพระเจ้า และชาวบ้านหลายคนก็เริ่มมาหาพระคริสต์เมื่อเขาได้มอบสวนของเขาทั้งสิ้นให้แก่พระเจ้า ผลไม้ของเขาออกผลอย่างมากจน Otto สามารถส่งออกและเริ่มปลูกผลไม้ชนิดอื่น ๆ เช่น กล้วย หมู่บ้านของเขากลายเป็นหมู่บ้านที่มีคนกลับใจมากที่สุดในแถบนั้น หลังจากที่ 7 ปีแรก ไม่มีใครยอมกลับใจเลย

Otto ได้เรียนรู้สิ่งหนึ่งซึ่งเราเองก็ต้องเรียนรู้เช่นกัน นั่นก็คือ “การที่จะเอาชีวิตของเรารอด เราต้องยอมเสียชีวิต รวมถึงทรัพย์สิ่งของของเราด้วย” เมื่อ Otto มอบสิ่งของทั้งสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างให้พระเจ้า เขาก็เป็นอิสระจากสิ่งเหล่านั้น พระเจ้าตวงคืนกลับให้เขาหลายเท่าเมื่อพระองค์ได้สิทธิ์ความเป็นเจ้าของอย่างเต็มที่

วันนี้ เรามีสิ่งของ ทรัพย์สมบัติ ที่ต้องยอมมอบให้กับพระเจ้าหรือไม่ ให้พระเจ้าทั้งสิ้นที่เรามี ให้เราเรียนรู้ที่จะเป็นผู้ดูแล ไม่ใช่เจ้าของ แล้วเราจะประหลาดใจเมื่อพบว่า พระเจ้าทรงดูแลทรัพย์สมบัติของเราดีขนาดไหน

A Question of Ownership

Matthew 10:39 Whoever finds his life will lose it, and whoever loses his life for My sake will find it.

Otto Koning was a missionary in New Guinea. He worked among a native tribe that had known only their village ways. One of those village ways was stealing from others. When Otto and his wife arrived and moved into a hut, the natives often came by to visit. The Konings would notice that after the natives left the missionaries' home, various household items had disappeared. They saw these items again when they went to preach in the natives' village.

The only fruit Otto could grow on the island was pineapples. Otto loved pineapples, and he took pride in the pineapples he was able to grow. However, whenever the pineapples began to ripen, the natives would steal them. Otto could never keep a ripe pineapple for himself. This was a frustration, and he became angry with the natives. All during the seven-year period in which this took place, Otto preached the gospel to these natives, but never had a conversion.

The more the natives stole, the more angry Otto became. Finally, one day Otto had a German Shepherd dog flown in from another missionary to protect his pineapple garden after other frustrated efforts failed. This only further alienated the natives from him.

Otto took a furlough to the United States and attended a conference on personal rights. At this conference, he discovered that he was frustrated over this situation because he had taken personal ownership of his pineapple garden. After much soul searching, he gave his garden to God. Soon the natives started having problems among their tribe.

They discovered that Otto was the reason for their problems because he gave his garden to his God. The natives saw a correlation between what Otto had done and their own lives being affected by calamities in their village. When Otto gave his garden to God, he no longer got angry and was free from worry. The natives started bringing him fruit from the garden because they didn't want any more calamities to come into their village.


The light came on one day when a native said to Otto, "You must have become a Christian, Otto. You don't get angry anymore. We always wondered if we would ever meet a Christian." They had never associated Otto with the kind of person he was preaching about because his message did not line up with his life. Otto was broken in spirit when he realized he had been such a failure.
At the end of seven years, he witnessed his first conversion, and many began coming to Christ once he fully gave his garden to God. The fruit grew so abundant that Otto began exporting it and growing other types of fruit, such as bananas. His village became the most evangelized in the whole region, yet for seven years he had not one convert.


Otto realized something each of us must realize: To gain your life you must lose it, along with your possessions. It was only when he gave all his possessions to God that he became free from them. God measured back to him manyfold once He had complete ownership.

Do you have some possessions that you need to give up to God today? Let God have all that you have. Become a steward, not an owner. You will be surprised at how well God can take care of His possessions.

1 ความคิดเห็น:

Pisit Jongs กล่าวว่า...

เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ ปัญหาที่คริสเตียนเราๆส่วนใหญ่เผชิญอยู่ทุกวันก็คือ เรามักจะลืมไปว่าทุกสิ่งที่เรามีนั้น ล้วนแล้วแต่มาจากพระเจ้าอวยพรให้กับเราทั้งนั้น ไม่ว่าสติปัญญา โอกาส เวลา สุขภาพ หน้าที่การงาน ความมั่งคั่ง เราไม่ใช่่เจ้าของตัวจริง เราเป็นเพียงผู้ดูแลให้พระเจ้าเท่านั้น พระเจ้ามอบให้เราดูแลแทนพระองค์ และพอเรามีมากขึ้นๆ ถึงแม้เราไม่ลืม เรา็ก็ไม่อยา่กจำ เราถือวิสาสะว่าเป็นของเรา เราเอาประโยชน์ตัวเองเป็นตัวตั้ง เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง แทนที่จะเอาพระพรที่เราได้รับ ส่งต่อให้กับผู้อื่นที่ต้องการ เราเอาสิ่งดีๆเก็บไว้ใช้เอง เอาเศษๆให้พระเจ้า และเอาของเหลือๆให้กับผู้อื่น

จากประสพการณ์ที่ผ่านมาของผมเอง ผมพบว่าเป็นเรื่องถูกต้องมากๆที่พระเจ้าสถาปนาระบบสิบลด ขึ้นมา ผมไม่รู้ว่าทำไมต้องเป็น"สิบ" ไม่เป็น "ห้าหรือยี่สิบ สี่สิบ" แต่ผมเชื่อว่า สิบลด คือจุดเริ่มต้นที่ดี ไม่มากจนเริ่มทำไม่ได้ และไม่น้่อยจนไม่รู้สึกเสียดาย ผมพบว่า เมื่อเราเข้าใจวัตถุประสงค์ของพระเจ้าเรื่องการถวายแล้ว เราก็จะเข้าใจเรื่องลำดับความสำคัญระหว่าง "ผู้ดูแลกับเจ้าของตัวจริง"

จากนั้นเมื่อเราเข้าใจแล้ว เราเริ่มฝึกจากขั้นแรก คือเริ่ิมจากสิบลด เมื่อผ่านไปสักพัก เราจะเริ่มเข้าใจต่อไปอีกว่า สิบลดนั้น ใช้คำว่า"ถวาย" อาจยังไม่ค่อยถูกต้องด้วยซ้ำ เรียกว่า "ใช้คืนพระเจ้า" น่าจะเหมาะสมกว่า เมื่อนั้นเอง เราจะไม่มีตัวเลขมากำกับเราอีกต่อไปว่าต้องกี่ลด เพราะเมื่อเวลานั้นมาถึง พระเจ้าจะใส่ภาระใจให้แก่เราเอง พระเจ้าจะหาอะไรต่อมิอะไรมาให้เรา เพื่อให้เราที่เป็นผู้ดูแลทรัพย์ืสินพระองค์ทำหน้าที่ได้อย่างที่พระองค์ต้องการเห็นเราเป็น

ผมพบว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่พระองค์ต้องการ"ฝึกฝน"เราในการเป็นผู้ให้ แทนที่จะเป้นผู้รับ คือเริ่มจากให้เวลา ให้ความรัก และท้ายสุดคือให้เงิน ก็เพื่อที่จะฝึกให้เราชนะตนเอง โดยเฉพาะพระองค์ืรู้จุดอ่อนของเราดี ก็คือเรื่องเงินๆทองๆ ที่เราต้องการความเป็นเจ้าของ และนี้เป็นเรื่องที่ไม่เคยง่าย แต่ก็ไม่ได้ยากจนทำไม่ได้ถ้าเราเชื่อฟัง เมื่อเราฝึกเรื่องการให้ การถวายได้ดีขึ้นๆโดยไมรู้สึกเสียดายอีกต่อไปแล้ว เราจะรู้สึกดีใจที่พระเจ้าได้ให้เราเป็นผู้ดูแล เพราะมันทำให้เราได้มีโอกาสเข้าไปรับใช้พระองค์ในเรื่องต่างๆได้มากขึ้น และทุกๆพันธกิจนั้น ก็ล้วนแล้วแต่ต้องใช้เงิน ใช้เวลาทั้งนั้น เมื่อเราได้ทำหน้าผูุ้้ดูแลได้ดีขึ้นๆ ทุกเรื่องจะ็เป็นจริงตามที่พระองค์ได้สอนเราไว้ในพระธรรมมาลาคี พระองค์ท้าทายเรา และยิ่งอวยพรให้เรามากขึ้นไปอีก พระองค์สอนให้เราซื่อสัตย์ในเรื่องเล็กน้อย ก็เพื่อที่พระองค์จะอวยพรให้เรามากยิ่งขึ้น เพราะพระองค์รู้่ว่าเราจะดูแลรับผิดชอบและส่งต่อพระพรที่เราได้มา ส่งต่อออกไปมากขึ้นๆไปอีก

ขอบคุณเจ้าของบล๊อกสำหรับความมีน้ำใจที่แปลบทความดีๆ หนุนใจ "ส่งต่อ" พระพรแห่งการแปลภาษามา้เสริมสร้างกันและกัน

ขอพระเจ้าอวยพระพร